โทร 038-285548 ,094-9153636
โปรโมชั่น
บทความ
ดูบทความทั้งหมด
บริการ
ดูบริการทั้งหมด
สถิติเว็บไซต์
ผู้เข้าชมทั้งหมด 173849 คน
ผู้เข้าชมวันนี้ 56 คน
บทความ :

เรื่องความสำคัญของฟันน้ำนม
ฟันมีความสำคัญต่อเราทุกคนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความสวยงาม หรือการบดเคี้ยวอาหาร แต่เรามักให้ความสนใจแต่ฟันถาวร เพราะคิดว่า เป็นฟันที่อยู่กับเราตลอดชีวิต โดยมองข้ามความสำคัญของฟันน้ำนมไป ทั้งๆ ที่ฟันน้ำนมมีผลโดยตรงกับฟันถาวร ฉะนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญ ของฟันน้ำนม จึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย 
ความสำคัญของฟันน้ำนม
  1. ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพทั่วไปของเด็ก เด็กที่ปวดฟัน หรือฟันมีรู หรือสูญเสียฟันน้ำนมไป ก็อาจทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่เต็มที่ การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทำให้เป็นโรคระบบทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้ เด็กอาจหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เลือกอาหารอ่อน หรือเหลว ซึ่งทำให้ติดฟันง่าย ถ้าแปรงฟันไม่ดีก็ติดเป็นคราบฟัน ทำให้ฟันผุลุกลามมากขึ้น บางคนก็หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือน ถูกฟันซี่ที่ปวด โดยเปลี่ยนมาใช้ฟันที่เคี้ยวข้างเดียว ทำให้ฟันข้างที่ไม่ได้ใช้งาน เกิดหินน้ำลาย พอคราบฟันจับหนาก็จะทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ
  1. ฟันน้ำนมรักษาที่ให้ฟันถาวรขึ้น ถัดจากฟันน้ำนมลงไป ในกระดูกขากรรไกรนั้น มีฟันถาวรกำลังเจริญสร้างตัว เพื่อรอรับวันเวลาที่ฟันน้ำนม จะทยอยหลุดไปตามกำหนดเวลา แล้วฟันถาวรก็จะขึ้นมาแทนที่ ถ้าสูญเสียฟันน้ำนมเร็วไปก่อนกำหนด การขึ้นของฟันถาวร ก็จะกลับกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เด็กฟันเกได้ เพราะไม่มีฟันน้ำนมคอยเก็บที่ไว้ให้อีกต่อไป ฟันที่เหลือในปากจะรวน ฟันน้ำนมซี่ที่ติดกับซี่ที่ถูกถอนจะล้มเอียง เข้าหาที่ว่าง ฟันถาวรที่รอจะขึ้นในตำแหน่งนั้น ก็ไม่สามารถขึ้นได้ เพราะไม่มีที่เพียงพอ หรือขึ้นมาบิดเก หรือซ้อนกับฟันซี่อื่น หรือไม่มีที่ขึ้นเลย
 
3.ช่วยให้ออกเสียงพูดได้ชัดเจน เด็กจำเป็นต้องมีฟันน้ำนมไว้ครบทุกซี่ เพื่อการเริ่มฝึกหัดออกเสียงคำพูดต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ถ้าถอนฟันน้ำนมก่อนกำหนด ก็อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการในการพูดช้ากว่าปกติ และการพูดจาที่ไม่ชัดเจน อาจติดนิสัยไปจนโต
4.ให้ความสวยงามแก่ใบหน้า ถ้าสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนกำหนด จะทำให้เกิดความไม่น่าดู ทำให้เด็กเสียบุคลิกภาพ เป็นที่ล้อเลียนแก่เพื่อนฝูง เกิดเป็นปมด้อยขึ้น
 
5.กระตุ้นการเจริญเติบโตของขากกรรไกร โดยแรงบดเคี้ยวจากฟันน้ำนม จะกระตุ้นการสร้างกระดูกขากรรไกร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นการช่วยให้ฟันถาวร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟันน้ำนม มีที่เพียงพอที่จะขึ้นได้ 

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าฟันน้ำนมที่ผุส่งผลต่อโรคภูมิแพ้หรือโรคระบบทาง 
เดินหายใจหลายๆครั้งจะพบว่ากุมารแพทย์จะส่งเด็กที่รักษาโรคภูมิแพ้ 
และมีฟันผุในช่องปากมารับการรักษากับทันตแพทย์ซึ่งจะช่วยให้โรคภูมิแพ้ของเด็กมีอาการดีขึ้น่
                        ที่มา กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย
นมแม่มีประโยชน์สูงสุดทั้งต่อสุขภาพกายของลูก และต่อสายสัมพันธ์ทางใจระหว่างแม่และลูก ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันรณรงค์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 4-6 เดือน หรือให้นานที่สุดเท่าที่สภาวะทางครอบครัวจะทำได้ แต่ในกรณีที่ไม่สามารถเลี้ยงด้วยนมแม่ได้ตลอด 6 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกสามารถเริ่มฝึกดื่มนมจากถ้วย การดูดนมแม่ที่บีบใส่ขวดไว้ หรือการดูดนมผงชงใส่ขวด ต้องเริ่มอย่างถูกวิธี และมีการฝึกอย่างเป็นขั้นตอน จึงจะสามารถเลิกดูดจากขวดได้ถูกเวลา เพื่อป้องกันการเกิดฟันผุในเด็กเล็ก (Early Childhood Caries) ที่จะเกิดได้จากการดูดนมขวด คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อจำเป็นต้องเลี้ยงลูกด้วยนมขวด ที่บุคลากรด้านสุขภาพควรระลึกไว้เสมอ มีดังนี้

1. เริ่มอย่างถูกวิธี การเริ่มต้นที่ถูกต้อง และปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้การเลิกดูดขวดนมเมื่อถึงเวลา เป็นไปได้โดยไม่ยาก มีข้อพึงกระทำดังนี้

1.1 ไม่เติมของหวานทุกชนิดในขวดนม
1.2 แยกเวลากินเป็นกิน นอนเป็นนอน และอุ้มลูกขณะให้นมขวดเสมอ ดังนี้
* ควรให้นมลูกเป็นเวลา แยกเวลากินและเวลานอนออกจากกัน
* ไม่ควรให้นมลูกเมื่อจะให้ลูกนอน เพราะการดูดนมหลับคาขวด จะทำให้มีโอกาส
เกิดฟันผุมากที่สุด
* ขณะให้นมควรอุ้มลูกให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน คล้ายกับท่าขณะให้นมแม่ เพราะลูกจะฝึกกล้ามเนื้อในการกลืน ได้ดีกว่าอยู่ในท่านอนราบ
* ถือขวดนมให้ลูกเสมอ เพราะการอุ้มลูกขณะให้นมขวด นอกจากจะได้ความอบอุ่น ใกล้ชิดแล้ว ยังเป็นการฝึกไม่ให้ลูกติดขวดนม พร้อมกับถือดูดจนหลับไป
* ให้ดื่มน้ำตามไม่เกิน 10 มล. หรือ 2 ช้อนชาหลังดูดนมทุกครั้ง เพื่อชะล้างคราบนม ที่ตกค้างในปาก
1.3 ปรับลดความถี่ และปริมาณนมให้เหมาะสมกับอายุของลูก
2. เลิกให้ถูกเวลา
2.1 เมื่อลูกอายุ 3-5 เดือน ควรเริ่มฝึกให้กินอาหารตามวัยมื้อแรกในมื้อเย็น เพื่อให้อยู่ท้องได้นาน ซึ่งจะช่วยในการฝึกให้เลิกนมมื้อดึกได้ง่ายขึ้น เมื่ออายุ 6 เดือนควรเลิกนมมื้อดึก 
2.2 เริ่มฝึกเพื่อเลิกนมขวดตั้งแต่อายุ 6 เดือน โดยเลือกช่วงเวลาที่เด็กตื่นเต็มที่ ระยะแรกช่วยประคองถ้วยให้ลูกฝึกจิบน้ำเปล่าจากถ้วยทีละน้อยๆ 
2.3 คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความเข้าใจและอดทนในการฝึก เพราะเด็กต้องการเวลาในการฝึกให้เกิดทักษะ ในระยะแรกอาจทำน้ำหกเลอะเทอะบ้าง 
2.3 เมื่อเด็กดื่มน้ำจากถ้วยได้ดีแล้ว จึงเริ่มใส่นมในถ้วย เริ่มจากนมบางมื้อก่อน หากฝึกต่อเนื่องตั้งแต่ 6 เดือน เมื่ออายุประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง เด็กก็พร้อมที่จะเลิกนมขวดและดื่มจากถ้วยได้
Copyright © 2010 All Right reserved. Thai Society of Pediatric Dentistryชมรมทันตกรรมสำหรับเด็กแห่งประเทศไทย ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็กคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 34 ถ.อังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ควรพาลูกไปพบหมอฟันเมื่อไหร่
หมอมักเจอคำถามจากคถณพ่อคุณแม่เสมอๆว่า จะพาลูกมาตรวจฟันได้คั้งแต่เมื่อไหร่ คำตอบก็คือ ด้ตั่งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น หรือภายในขวบปีแรก เพราะโรคฟันผุสามารถพบได้ในเด็กเล็กตั้งแต่อายุหนึ่ง
ขวบปี ซึ่งสามารถป้องกันได้และเพื่อให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟันควรพาลูกมาตรวจและทำฟันตั้งแต่
เด็กยัง ไม่มีฟันผุ หรือปวดฟันซึ่งจะทำให้เด็กไม่กลัวการทำฟัน
เมื่อพบหมอฟันครั้งแรก
หมอฟันจะตรวจดูสุขภาพในช่องปาก ประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคฟันผุของลูกให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพปากและฟัน 
การรับประทานอาหาร วิธีการให้นม เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้นำมาใช้ป้องกันไม่ให้ลูกเกิดฟันผุ นอกจากตรวจฟันแล้วคุณหมอจะเคลือบหรือทาฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุให
และสิ่งสำคัญในการทำฟันเด็กคือความเชื่อใจจากเด็ก คุณพ่อคุณแม่และหมอต้องไม่หลอกเด็กเพียงแต่อาจจะบอกไ่ม่หมด หลายครั้งที่หมอพบว่า คุณแม่สัญญากบเด็กว่าจะพามาให้หมอดูอย่างเดียว แต่เมื่อตรวจพบว่ามีฟันผุก็จะให้อุดเลย ซึ่งถ้าหมอทำให้ก็จะเป็นการผิดสัญญาและหมอจะยังไม่อุดให้นะคะ อย่างมากอาจทำแค่ introduction ด้วยการขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์ซึ่งเป็นงานง่ายๆ (กรณีที่เด็กพอร่วมมือได้นะคะ) แต่ถ้าไม่ร่วมมือเลย เราจะทำตามสัญญาที่คุณแม่ให้ไว้คือตรวจเฉยๆ แนะนำเครื่องมือบางชิ้น เช่น กระจกส่องฟัน เพราะทั้งหลายทั้งปวงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจให้เกิดขึ้นกับเด็กน้อยของเรา ไม่มีการหลอกกัน เมื่อเด็กเชื่อใจเราแล้ว ครั้งต่อไปเด็กก็จะยอมให้เรารักษาให้เพราะเชื่อว่าหมอไม่โกหกเค้าค่ะ

ควรพบหมอฟันบ่อยแค่ไหน
เด็กควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นระยะทุก 3 หรือ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุเช่น เด็กที่ไม่ได้แปรงฟันอย่างสมำ่เสมอ ไม่มีผู้ดูแลเด็กขณะแปรงฟัน ชอบรับประทานขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำหวาน นมเปรี้ยว ลูกอม และดูดนมจากขวด มีผิวเคลือบฟันที่ไม่แข็งแรง จะมีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่าย ควรได้รับการตรวจทุก 3 เดือน แต่ถ้าดูแลสุขภาพช่องปากดีขึ้นอาจจะตรวจทุก 6 เดือน ควรพาลูกไปพบหมอฟันสำหรับเด็กเพื่อตรวจสุขภาพฟัน
ควรเตรียมตัวลูกอย่างไร
การพาเด็กมารับการตรวจสุขภาพช่องปากในขวบปีแรกไม่ต้องเตรียมเด็กมากนัก ผู้ปกครองสามารถพาเด็กมาพบหมอฟันสำหรับเด็กได้เลย ขณะตรวจฟันเด็กอาจจะร้องนิดหน่อยซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าพเด็กมาในช่วงที่เด็กโตขึ้น ในการตรวจครั้งแรกเด็กอาจจะมีความกังวลใจเมื่อต้องมาเผชิญสิ่งแปลกใหม่ ควรมีการเตรียมความพร้อมของเด็ก เช่น คุณพ่อคุณแม่อาจหานิทานเกี่ยวกับการมาพบหมอฟัน เล่าให้ลูกฟังว่าสะต้องเจอกับสิ่งใดบ้างหรือเล่นบทบาทสมมติเกี่ยวกับหมอฟัน การทำฟัน และควรระมัดระวังอย่าให้ลูกได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในทางลบหรือใช้เรื่องการทำฟันมาเป็นเครื่องมือขู่ลูกๆ เมื่อได้มาพบหมอฟันทำความรู้จักคุ้นเคยกัน ลูกก็จะคลายความกังวลลงไปได้มาก และหมอจะใช้จิตวิทยาสำหรับเด็ก ช่วยให้การการมารั้งแรกเป็นความประทับใจที่ดี และที่สำคัญที่สุดอย่ารอให้ลูกมีอาการปวดฟันก่อนจึงจะพามาหาหมอ เพราะเด็กจะพบกับการรักษาที่ยุ่งยาก ซึ่งเป็นผลให้เด็กกลัวการทำฟันและทำให้การรักษาครั้งต่อไปลำบากมากยิ่งขึ้น
เมื่อลูกต้องทำฟัน
เด็กที่ได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอและมาพบหมอฟันตั้งแต่ยังเล็ก
และไม่มีอาการปวดใดๆมักจะไม่ค่อยมีปัญหาในการทำฟันเพราะมักจะเป็นงานใน
เชิงป้องกันฟันผุมากกว่า เช่น การขัดฟัน เคลือบฟลูออไรด์ เคลือบหลุมและร่องฟัน 
แต่ในการทๆฟันครั้งแรกควรให้เวลากับลูกได้ทำความรู้จักกับเครื่องมือต่างๆและ
เริ่มการรักษาจากงานง่ายๆไปสู่งานที่ยากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อลูกได้เรียนรู้ทำความรู้จักคุ้นเคย
ปรับตัวทีละขั้นลูกก็จะสามารถยอมรับการทำฟันได้และมีทัศนคติที่ดีซึ่งจะมีผลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของลูก
ในอนาคต และควรงดการรับประมานอาหารหรือนมประมาณ 3 ชี่วโมง ก่อนมาทำฟันนะคะ กรณีเด็กอาเจียนง่าย
เพราะอาจอาเจียนและสำลักได้ค่ะ
เมื่อลูกปวดฟัน
เด็กที่ต้องมาหาหมอเมื่อมีอาการปวดฟันแล้ว การรักษาจะต้องทำการรักษาตามลำดับเช่นกัน 
หมอจะเริ่มต้นที่งานง่ายเพื่อบรรเทาอาการปวดก่อน การรักษาต้องค่อยเป็นค่อยไป 
คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกมารับการรักษาจนเสร็จหมดทั้งปากตามที่หมอได้ทำการวางแผนการรักษาไว้
ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือตามที่หมอนัดเพื่อป้องกันการลุกลามของโรคซึ่งอาจส่งผลให้งานง่าย
เช่นอุดฟันต้องกลายเป็นงานที่ยากคือรักษารากฟัน เมื่อรักษาจนเสร็จแล้วก็จะเป็นการเริ่มต้น
การป้องกันฟันผุใหม่ เด็กจะได้ไม่ต้องพบกับการรักษาที่ยุ่งยากอีก
ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาหาหมอฟันตั้งแต่เด็กยังเล็ก
เพราะหมอจะได้ดูแลฟันในเชิงป้องกัน ซึ่งจะเป็นผลบวกในทุกๆด้าน เด็กจะไม่เจ็บ
โครงสร้างฟันก็จะไม่เสีย ผู้ปกครองก็จะประหยัดเงินและประหยัดเวลาด้วย
Copyright © 2010 All Right reserved. Thai Society of Pediatric Dentistryชมรมทันตกรรมสำหรับเด็กแห่งประเทศไทย ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็กคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 34 ถ.อังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ผลเสียจากการดูดนมจากขวดนม
ทำไมเมื่อถึงเวลานั้นจึงควรเลิกดูดนมจากขวด
หลังอายุ 1 ปี หากยังดูดนมจากขวดจะนำสู่ปัญหา
1. ฟันผุ
2. ไม่ยอมกินข้าว
3. อ้วน
4. รบกวนวงจรการนอน
5. ลดโอกาสพัฒนาการทางภาษา และลดทักษะการใช้มือ
6. ขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อการพัฒนาสมอง
7. ปัญหาอื่น ๆ เช่น สร้างนิสัยกินจุบจิบ ปัญหาท้องผูก
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ฟันผุ
ฟันผุในฟันน้ำนมจะลุกลามสู่โพรงประสาทฟันได้เร็วกว่าฟันแท้ เนื่องจากความหนาของเคลือบฟันและเนื้อฟันน้อยกว่าฟันแท้ ฟันผุในระยะเริ่มแรกสามารถลุกลามเป็น ฟันผุระดับรุนแรงได้ในเวลาเพียง 6-12 เดือน ผลเสียต่อสุขภาพจากการมีฟันผุ นอกจากจะเกิดความเจ็บปวด ทำให้เด็กมีข้อจำกัดในการรับประทานอาหาร เกิดปัญหาการบดเคี้ยว ไม่สามารถเคี้ยวอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ได้ดี ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน น้ำหนักน้อยและเกิดผลเสียต่อการเจริญเติบโต นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการเจริญพัฒนาของฟันแท้ กรณีเป็นหนองที่รากฟันจะมีการติดเชื้อลุกลามบริเวณใบหน้าและลำคอ และอาจติดเชื้อเข้ากระแสโลหิตถึงแก่ชีวิตได้
นมธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวการสำคัญก่อให้เกิดฟันผุ
นมธรรมชาติมีน้ำตาลแลคโตสเป็นองค์ประกอบ ซึ่งก็เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดฟันผุได้แต่นมก็มีสารอาหารที่มีผลต่อต้านการเกิดฟันผุด้วย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เคซีอีน และไขมัน นมธรรมชาติจึงไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคฟันผุ แต่ถ้าหากพฤติกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมขวด เป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เช่น การให้เด็กดูดนม ตลอดเวลา การดูดนมแล้วหลับคาขวดนม หรือการเติมน้ำตาล น้ำผึ้งลงในนมจะทำให้เกิดฟันผุได้มากขึ้น
การดูดนมจากขวดและพฤติกรรมการดูดนมจากขวดไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้ฟันผุ
มีการวิจัยที่สนับสนุนว่า โรคฟันผุในฟันน้ำนม มีสาเหตุหลักที่เกี่ยวข้องกับการดูดนมขวดซึ่งส่งเสริมให้เกิดฟันผุมากกว่าการดื่มจากแก้ว เนื่องจากน้ำนมจะสัมผัสกับฟันเป็นระยะเวลานานกว่าการดื่มนมจากแก้ว ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากมีเวลาเปลี่ยนน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรด ละลายแร่ธาตุออกจากตัวฟัน ทำให้เกิดฟันผุได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเกิดโรคฟันผุไม่ใช่เกิดจากการดูดนมขวดอย่างเดียว เด็กที่ติดนมขวดก็ไม่ได้ทำให้เกิดโรคฟันผุทุกคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง เช่น ระยะเวลาที่เด็กดูดนมอยู่เป็นเวลานาน ๆ การดูดนมมื้อดึกและการดูดนมจนหลับคาขวดนม เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิดฟันผุนอกจากนี้จากดูดน้ำ น้ำหวาน น้ำผลไม้จากขวดนม หรือการเติมน้ำตาล น้ำผึ้งลงในนมและน้ำดื่มก็มีส่วนทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย ทั้งนี้สัมพันธ์กับปริมาณและความถี่ที่ได้รับ มีการศึกษาในเด็กไทย อายุ2-6 ปี พบว่าเด็กที่ตื่นมาดูดนมกลางคืน หลับคาขวดนม ไม่ดูดน้ำตามหลังดูดนม ไม่ทำความสะอาดช่องปากทุกวัน หรือทำความสะอาดไม่ถูกวิธี เด็กที่ให้ผู้อื่นลี้ยงจะมีค่าฟันผุ ถอนอุด สูงกว่าเด็กที่เลี้ยงดูในทางตรงกันข้ามและการศึกษาในเด็กอายุ 3 ปีของกทม. พบว่าเด็กที่บริโภคนมรสหวาน มีฟันผุมากกว่าเด็กที่บริโภคนมจืด
2. ไม่ยอมกินข้าว
เด็กหลังอายุ 1 ปี ควรได้รับอาหารปกติเป็นอาหารหลักวันละ 3 มื้อ และได้รับนมวันละ 2-3 มื้อ แต่ถ้ายังดูดนมจากขวด เด็กมีแนวโน้มติดใจการดูด บางครั้งไม่หิวก็ยังอยากดูด ทำให้ได้ปริมาณนมมากจนอิ่ม และกรณีที่ยังดูดนมมื้อดึก ทำให้ยังคงอิ่มเมื่อตื่นขึ้นมา จึงนำสู่ปัญหาเด็กไม่ยอมกินข้าว นอกจากนี้ เด็กที่ติดขวดนมมักคุ้นเคยกับการทานอาหารเหลว ๆ ที่กลืนง่ายเหมือนนม ไม่ชอบอาหารหยาบที่ต้องเคี้ยว จึงเกิดปัญหาทานยาก ปฏิเสธอาหาร เลือกอาหารชอบอมข้าว ไม่ยอมเคี้ยว มีสุขนิสัยการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม
3. อ้วน
พบปัญหาโภชนาการเกินในวัยอนุบาล ต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มเด็กดูดขวดนมมากกว่ากลุ่มที่ได้นมแม่ และในเด็กที่เลิก ขวดนมหลัง 15 เดือน จะมีความเสี่ยงต่อ โรคอ้วนเพิ่มขึ้นเดือนละ 3 เปอร์เซ็นต์
4. รบกวนวงจรการนอน
การนอนเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ร่างกายได้พักและปรับสภาพเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสมองที่ดี ปกติเด็กอ่อนมักนอนหลับช่วงสั้นๆ 2-3 ชม. และตื่นบ่อย แต่เมื่ออายุ 4 เดือน วงจรการนอนจะปรับเปลี่ยน ทำให้เด็กสามารถนอนหลับในช่วงกลางคืนติดต่อกันถึง 6-8 ชม. โดยไม่หิว เมื่ออายุ 6 เดือน บางคนอาจนอนหลับยาว ได้ 8-10 ชม. ระหว่างนี้สรีรวิทยาของร่างกายจะสลับเป็นวงจรระหว่างการหลับลึก (Non Rem sleep) และตื้น (Rem Sleep) ซึ่งเด็กอาจมีการร้องหรือขยับตัวเป็นพักๆ โดยที่เด็กไม่รู้สึกตัว หากผู้เลี้ยงดูตอบสนองโดยการอุ้มขึ้นมากล่อมหรือให้นม จะทำให้วงจรการนอนเกิดการเปลี่ยนแปลงจนเด็กเคยชินกับการร้องและตื่นกลางดึก เพื่อกินนมหรือให้พ่อแม่กล่อม เรียกว่า Trained night criers and Trained night feeders ซึ่งเป็นสุขนิสัยการกิน และการนอนที่ไม่ดี นำไปสู่ปัญหาเด็กติดขวดนมและร้องตื่นกลางดึก
5. ลดโอกาสพัฒนาการทางภาษา และลดทักษะการใช้มือ
ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้รุนแรงถึงขั้นพัฒนาการล่าช้า แต่ทำให้ขาดโอกาสพัฒนาอย่างเหมาะสม
®ด้านกล้ามเนื้อ เด็กที่ติดขวดนม ถือติดตัว ทำให้ทำกิจกรรมที่ใช้มือ 2 ข้างประสานกันน้อยลง
®ด้านภาษา เด็กที่อมขวดนมบ่อยๆ อาจไม่พยายามพูด จะใช้ภาษาท่าทาง สื่อสารแม้จะไม่มีปัญหาความเข้าใจภาษา แต่จะมีปัญหาการใช้ภาษา
®ด้านอารมณ์ เด็กที่ติดขวดนม จะยึดขวดนมเป็นสิ่งปลอบโยนหรือสิ่งที่ช่วยลดความหงุดหงิดคับข้องใจของตนเอง แทนที่จะฝึกพูดระบายอารมณ์ความรู้สึกเพื่อแก้ไขความคับข้องใจ
®ด้านสังคม เด็กมักถูกล้อเลียน โดยเฉพาะหากมีฟันหลอ ทำให้เกิดความอายไม่มั่นใจ
6. กินนมมากเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาสมอง
สาเหตุเกิดจากในน้ำนมมีแคลเซียม ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากนมผงได้เพียงร้อยละ 4 การกินนมปริมาณ 1 ลิตร ร่างกายได้ธาตุเหล็กเพียง 0.2-0.4 มิลลิกรัม ในขณะที่เด็กวัย 1-3 ขวบ ต้องการธาตุเหล็ก แต่ละวันสูงถึง 5-6 มิลลิกรัม การกินนมอย่างเดียวจะได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องสร้างนิสัยให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว
ประโยชน์ของธาติเหล็ก
1. ช่วยการพัฒนาสมองมีผลต่อสติปัญญาและพัฒนาการ
2. สร้างพลังงาน เพราะเหล็กเป็นส่วนประกอบของ Aconitase enzyme ในวงจรการสร้างพลังงานของร่างกาย (Kreb s cycle) หากขาดธาตุเหล็กจึงทำให้เด็กเฉื่อยชา อ่อนเพลียไม่กระตือรือร้น
7. ปัญหาอื่นๆ เช่น สร้างนิสัยกินจุบจิบ ปัญหาท้องผูก
เด็กที่ติดขวดนมมักดูดนมหลายมื้อ บางรายดูดมื้อละนิด ทำให้ติดนิสัยทานจุบจิบ ยิ่งกรณีที่ทานนมทั้งวันจนได้ปริมาณมาก เด็กมักอิ่มจนไม่ยอมทานอาหารอื่น และไม่ชอบเคี้ยวอาหารหยาบ มักกินทีละน้อย แต่กินบ่อยๆ ยิ่งส่งเสริมนิสัยกินจุบจิบ
ในน้ำนมไม่มีการใยอาหาร ยิ่งกินนมมากจึงยิ่งท้องผูก หากเด็กไม่ยอมทานอาหารอื่นๆ ทำให้ได้รับกากใยอาหารน้อย ในที่สุดจะเกิดโรคท้องผูกเรื้อรัง
ที่มา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารสุข
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูมีเทคนิค และประสบการณ์ ช่วยลูกเลิกติดขวดนม ดังนี้
- เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ตั้งใจจะให้เลิก และใจแข็ง
- ฝึกให้ลูกกินนมจากแก้วในตอนกลางวันก่อน แล้วค่อยฝึกให้เลิกนมมื้อดึกค่อยๆ ลดปริมาณจนเลิกได้
- เปลี่ยนจากดูดนมจากขวดก่อนนอน เป็นดื่มนมจากแก้วก่อนนอน
- เวลาพาไปไหนในตอนกลางวัน ไม่ให้ถือขวดนมไปด้วย ให้กินนมกินน้ำจากแก้วหรือจากกล่อง เสริมด้วย
การเล่านิทาน เกี่ยวกับการเลิกขวดนม เช่น “บ๊าย บายขวดนม” “หนูอยากมีฟันสวย”
- ซ่อนขวดนมไม่ให้ลูกเห็น 2-3 วันแรก ลูกก็ร้องไห้ งอแง จะเอาขวดนม แต่พ่อแม่บอกว่าหนูขโมยขวดนม
ไปแล้ว ในที่สุดลูกก็ยอมกินนมจากแก้วจากกล่องแทน
- หลอกว่าถ้ายังใช้ขวดนมอยู่ ฟันจะยื่นออกมา จะต้องไปเจาะฟัน ปากยื่นแล้วน้องก็กลัวและเลิกเลย
ì ฝึกลูกกินนมเป็นเวลา
- ทาบอระเพ็ดที่จุกนม ตอนแรกก็ไม่ยอมเลิกขวด พยายามใจแข็งไม่เอาขวดนมมาให้ลูกแล้วหาวิธีหลอกล่อ
จนยอมดื่มจากแก้ว
- บีบมะนาวใส่ลงในขวดนม พอลูกกินจากขวด ก็คิดว่านมเสีย เลยเลือกที่จะกินจากกล่องและเลิกใช้ขวดเลย
- ชงนมขวดให้เจือจางลง นมจากกล่องจากแก้วจึงมีรสชาติที่อร่อย เข้มข้นกว่าในที่สุดลูกก็ไม่ดูดขวดนม
ถ้าทำทุกวิธีแล้วลูกยังเลิกไม่ได้ ก็อาจใช้วิธีเลิกแบบ “ทันทีทันใด” (หักดิบ)
เก็บอุปกรณ์เกี่ยวกับการกินนมขวดออกจากบ้าน
เด็กจะงอแงสักพักก็จะปรับตัวได้เอง อย่าลืมเคล็ดลับ ชื่นชมลูกด้วยถ้าเขาทำได้
สาเหตุที่สำคัญของโรคปริทันต์ คือ
คราบจุลินทรีย์ (Bacterial Plaque)
    คราบจุลินทรีย์ คือ คราบสีขาวขุ่นนิ่มที่ประกอบด้วยเชื้อโรคติดอยู่บนตัวฟัน ซึ่งแม้ว่าจะบ้วนน้ำก็ไม่สามารถหลุดออกได้ ขบวนการเกิดคราบจุลินทรีย์เริ่มต้นหลังจากที่แปรงฟันแล้วเพียง ๒-๓ นาที โดยจะมีเมือกใสของน้ำลายมาเกาะที่ตัวฟัน จากนั้นเชื้อโรคที่มีอยู่มากมายในปากจะมาเกาะทับถมกันมาก ๆ เข้าเกิดเป็นคราบจุลินทรีย์ คราบจุลินทรีย์นี้เองที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคฟันผุและโรคปริทันต์ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป คราบจุลินทรีย์นี้จะใช้น้ำตาลจากอาหารสร้าง กรด และสารพิษ 
   กรด จะทำลายเคลือบฟันทำให้ ฟันผุ
    สารพิษ จะทำให้เหงือกอักเสบเกิด โรคปริทันต์
ถ้าไม่กำจัดคราบจุลินทรีย์ โดยการทำความสะอาดฟันและเหงือกอย่างดีทุกวัน คราบนี้จะเพิ่มมากขึ้น และทำอันตรายต่อฟันและเหงือก มักพบคราบจุลินทรีย์มากโดยเฉพาะที่คอฟัน บริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน สามารถใช้สีย้อมให้เห็นคราบได้ชัดเจน แต่ในรายที่คราบหนามาก ๆ สามารถจะเห็นและรู้สึกเมื่อใช้ลิ้นสัมผัสไปตามฟัน
    หินปูนหรือหินน้ำลาย คือคราบจุลินทรีย์ที่แข็งเนื่องจากมีธาตุแคลเซี่ยมจากน้ำตาลเข้าไปตกตะกอน อย่างไรก็ตามบนพื้นผิวของหินปูนยังมีคราบจุลินทรีย์ปกคลุมอยู่ ฉะนั้นหินปูนที่มีคราบจุลินทรีย์ปกคลุมจึงเป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ได้ หินปูนที่โผล่พ้นขอบเหงือกจะมองเห็นได้ แต่หินปูนที่อยู่ในร่องเหงือกจะมองไม่เห็น โดยเหตุที่คราบจุลินทรีย์จะค่อย ๆ แข็งตัว ดังนั้นจึงควรกำจัดคราบจุลินทรีย์เสียก่อนที่จะแข็งเป็นหินปูน เพราะวิธีทำความสะอาดฟันด้วยตนเองนั้นไม่สามารถกำจัดหินปูนออกได้ ทันตแพทย์เท่านั้นที่สามารถกำจัดหินปูนออกได้
อย่าลืมว่า 'ท่านสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์เหนียว ๆ ออกจากฟันไดด้วยตนเอง' แต่ 'ท่านไม่สามารถเอาหินปูนออกเองได้ หรือเอาคราบจุลินทรีย์ที่ยึดติดอยู่บนหินปูนใต้เหงือกออกได้'
  
การเกิดโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกขั้นรุนแรง
สาเหตุร่วมที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์
๑. การมีเศษอาหารติดแน่นหรือค้างตามซอกฟัน และตัวฟัน เนื่องจาก
๑.๑ ฟันสัมผัสกันผิดปกติ เช่น หลวมเกินไปหรือเว้นช่องว่างไม่พอดี
๑.๒ ฟันเก
๑.๓ ฟันไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เช่น ถอนฟันไปแล้วไม่ได้ใส่
ทำให้ฟันบนตรงข้ามยื่นยาวลงมา ดังนั้นระดับของฟันที่ยื่นลงมากับฟันข้างเคียง จึงไม่อยู่ในระดับเดียวกัน จากสาเหตุ ข้อ ๑.๑ - ๑.๓ นั้น เมื่อรับประทานอาหารจึงมักมีเศษอาหารติดแน่นตามซอกฟัน โดยมีแรงอัดเข้าซอกฟันกดบนเหงือกทำให้เหงือกอักเสบและเกิดเป็นโรคปริทันต์ได้
๒. การมีขอบวัสดุอุดฟันเกินออกมา ทำให้เป็นที่สะสมของคราบจุลินทรีย์ และขัดขวางการทำความสะอาด เช่น ทำให้เส้นใยไนล่อนขาดระหว่างการทำความสะอาดซอกฟัน
๓. การมีฟันปลอมที่หลวมหรือแน่นเกินไป หรือไม่ถูกต้อง เช่น การมีเหงือกอักเสบใต้ฟันปลอมที่หลวม
๔. สาเหตุร่วมทางร่างกายที่ทำให้โรคปริทันต์เป็นรุนแรงขึ้น เช่นระยะวัยรุ่น ระยะตั้งครรภ์ และหมดประจำเดือน ซึ่งมีระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป ผู้ที่อยู่ในวัยดังกล่าว ถ้ามีสภาพเหงือกที่แข็งแรงอยู่แล้ว จะไม่เป็นโรคปริทันต์ แต่ถ้ามีการอักเสบของเหงือกอยู่จะทำให้เป็นมากขึ้นกว่าปกติ
๕. สาเหตุร่วมทางร่างกายอื่น ๆ อาจเกิดจากการขาดอาหารบางชนิด โรคทางด้านจิตใจ โรคลมบ้าหมู ซึ่งผู้ป่วยรับประทานยาพวก Dilantin (มีแนวโน้มทำให้เหงือกโตขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรักษาความสะอาดไม่ดี) โรคเลือดต่าง ๆ รวมทั้งผู้ที่ร่างกายมีความต้านทานและการซ่อมแซมต่ำ เป็นต้น 

สิ่งที่ดีที่สุด ในการป้องกันเหงือกอักเสบ หรือโรคปริทันต์ได้ดีก็คือการรักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี เพราะสาเหตุของการเกิดเหงือกอักเสบก็คือ คราบจุลินทรีย์ทีอยู่บนตัวฟันนั่นเอง โดยจะก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ และต่อไปเป็นโรคปริทันต์ การแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตื่นนอนตอนเช้า และก่อนนอนตอนกลางคืน และใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่สำหรับคนที่มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการเหงือกอักเสบง่ายอยู่แล้วก็ควรแปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และต้องแปรงฟันให้ถูกวิธีด้วย
ปัญหาเหงือกร่นเกิดขึ้นแล้วจะกลับเหมือนเดิมยาก ปกติเหงือกที่อยู่รอบ ๆ ตัวฟันจะห่อหุ้มฟันไว้ ประกอบด้วย เยื่อปริทันต์หรือที่บางคนเรียกว่า เยื่อยึดฟัน จะทำหน้าที่ยึดเนื้อเยื่อเหงือกและเคลือบรากฟันที่อยู่บนเนื้อฟัน ทำให้เหงือกมีลักษณะคลุมรากฟันได้เป็นปกติ
 (จาก www.clinikdek.com)
สารพันปัญหาเด็ก..ตอน..อมข้าว 
ศึกที่โต๊ะกินข้าวใหญ่หลวงนัก มีการใช้ยุทธวิธีมากมายที่จะทำให้ลูกกินข้าวได้มากขึ้น ไม่ว่าจะหลอกล่อไปที่สนามเด็กเล่น ใช้ทีวีล่อให้เด็กหัวเราะ เพื่อที่จะได้ป้อนอาหารเข้าไปในปาก แต่เด็กหลายคนก็เก่งกล้าสามารถ คิดรูปแบบทำให้พ่อแม่อึ้งกิมกี่ได้ โดยการเม้มปากแน่น หรืออมข้าวเสียเลย ถือเป็นการสอนพ่อแม่ไปในตัวว่า "หนูทำแบบนี้แปลว่าหนูอิ่มแล้ว" บางคนอมเป็นชั่วโมงก็มีมาแล้ว แต่แม่ก็แน่กว่านั้น คือรอได้ พอเด็กเผลอกลืนอาหารลงไป แม่ก็ป้อนคำต่อไป เรียกว่าใช้เวลาในการป้อนข้าวแต่ละมื้อร่วม 2 – 3ชั่วโมง หมดไปมื้อเช้าไม่เท่าไหร่ ก็ต้องป้อนมื้อต่อไป เว้นช่วงไปแค่ครึ่งชั่วโมงก็ป้อนมื้อเย็นอีกแล้ว
สาเหตุที่เด็กเบื่อไม่ชอบกินข้าว
1. ไม่หิว 
2. ต่อต้านวิธีการที่พ่อแม่ใช้ในการบีบบังคับ หรือ ใช้เป็นการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ 
3. ฝึกไม่ถูกวิธี เช่น ไม่ให้เด็กช่วยตัวเอง/ขาดแบบอย่างที่ดีในการกินข้าว (พ่อแม่ลูกกินข้าวคนละเวลา)/บรรยากาศขณะกินข้าวไม่ดี เป็นต้น 
4. ขาดการออกกำลังกาย 
5. ถูกตัดกำลังโดยได้อาหาร , ขนมระหว่างมื้อจนไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหาร
วิธีการแก้ไข
1. ขอให้ทำใจ แม้หมอจะเข้าใจดีถึงความรู้สึก ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่อยากให้ลูกกินได้มากๆ อ้าวท้วนตัวกลมน่ารัก ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนการเลี้ยงดูที่อุดมสมบูรณ์ภายในบ้าน แต่ก็อยากให้คุณได้เข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ไม่หิว และถูกบังคับให้กินด้วยความลำบากใจขนาดไหน เพราะว่าหากลูกขัดขวางไม่ยอมเอามากๆ ก็อาจจะสูญเสียความรักจากแม่ไปได้ แต่ถ้าจะกล้ำกลืนอาหารในขณะที่ไม่หิวก็อึดอัด และทรมานมาก ดังนั้น เมื่อลูกเริ่มอมข้าวแล้ว ก็แสดงว่า เขาคงเริ่มอิ่ม ให้หยุดป้อนหรือหยุดตื้อได้เลยค่ะ
2. ขอให้เปลี่ยนวิธีการให้อาหาร ในช่วงเด็กวัย 1-5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด อยากทำอะไรเอง อยากเลียนแบบทำตามอย่างพ่อแม่ ถ้าวิธีการให้อาหารเด็ก ก็คือปล่อยให้ไปวิ่งเล่นกลางสนาม โดยมีพี่เลี้ยงตามป้อนเวลาเด็กเผลอ หรือ คุณแม่คอยตามตื๊อ ได้เลยค่ะ เปิดทีวีล่อแถม สั่งให้เคี้ยว สักพักนึงก็สั่งให้กลืนโดยไม่สนใจความรู้สึกของเด็ก หรือว่ายังชงนมไว้รอให้เด็ก เท่ากับเป็นการบอกเด็กว่ากินข้าวนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไงก็มีนมคอยอยู่เสมอ ฯลฯ วิธีการเช่นนี้ถือว่าเป็นการขัดแย้งกับธรรมชาติ และการฝึกการกินอาหารที่เหมาะสมทุกอย่าง เราคงต้องฝึกให้เด็กช่วยตัวเองในการกินอาหารเองให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุ 1 ปี และช่วงวัยนี้เด็กต้องการที่จะเลียนแบบ และทดลองทำอะไรด้วยตัวเอง
3. มั่นใจในหลักการ เมื่ออายุ 1 ปี ขึ้นไป อาหารข้าวจะเป็นอาหารหลัก พลังงานส่วนใหญ่จะมาจากส่วนนี้ทั้งหมด และนมจะเป็นอาหารเสริม และจะลดความสำคัญลงไปมาก พลังงานจากนมมีปริมาณแคลอรี่น้อยกว่าพลังงานที่ได้จากข้าวมาก และช่วงมื้ออาหาร อย่าให้สิ่งอื่นแก่เด็ก ให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวต่อมื้ออาหาร และกะปริมาณอาหารในมื้อต่อไปด้วยตัวเขาเอง ในกรณีที่เด็กยังเล็กและกะปริมาณอาหารได้ไม่ดีนัก ปริมาณนมที่ให้เสริมในระยะแรกจะต้องมีปริมาณที่ต่ำกว่าเด็กๆ ต้องการนิดๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กหิวมากขึ้นในมื้ออาหารมื้อต่อไป
4.ทำบรรยากาศที่โต๊ะกินข้าวให้ดี สนุกสนาน ไม่มีการจ้องจับผิดหรือบีบบังคับ หรือยัดเยียด เป็นบรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย ให้สิทธิแต่ละคนในการกินทั้งปริมาณและคุณภาพแต่ทุกคนต้องช่วยตัวเอง
5.สม่ำเสมอในการฝึก ไม่สลับไปมา เช่น บางวันก็ป้อนข้าวให้ บางวันก็ปล่อยให้กินเอง บางวันก็ดุ บางวันก็ไม่สนใจ หรือประชดประชันเด็ก ซึ่งวิธีการที่กล่าวมาจะไปเสริมทำให้การฝึกฝนไม่ได้ผล

สารพันปัญหาเด็ก
พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์
 ข้อดีของการ จัดฟันแบบดามอน
  1. ช่วยปรับโครงหน้าและรูปฟันได้ดีกว่า ให้คุณมีรอยยิ้มที่ดูดียิ่งขึ้น
  2. ปราศจากแรงดึงฟันและลดแรงเสียดทาน ทำให้เจ็บน้อยกว่าและรู้สึกสบายกว่า
  3. วัสดุจัดฟันถูกออกแบบมาให้ทำความสะอาดง่ายและลดการสะสมของคราบหินปูน ลดปัญหาฟันผุและโรคเหงือก
  4. การเคลื่อนที่ของฟันเป็นไปได้อย่างอิสระกว่าการจัดฟันแบบทั่วไป ทำให้การรักษาใช้ระยะเวลาที่สั้นขึ้น
  5. หมดปัญหากับการต้องเข้าพบทันตแพทย์โดยไม่จำเป็น ซึ่งการรักษาแบบทั่วไปจำเป็นต้องพบทันตแพทย์ทุกเดือน
  6. การปรับโครงสร้างฟันทำได้ง่ายและฟันสามารถเคลื่อนตัวอิสระมากกว่าแบบเดิม ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถอนฟันโดยไม่จำเป็น
ข้อเสียของการ จัดฟันแบบดามอน
  1. การจัดฟันแบบดามอนให้ประสิทธิภาพในการจัดฟันที่มากกว่า แก้ปัญหาการจัดฟันได้มากกว่า และเห็นผลได้รวดเร็วกว่า แต่เนื่องจากวัสดุจัดฟันถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีและประสิทธิภาพที่สูง อีกทั้งยังมีลิขสิทธิ์ที่ผูกขาดเฉพาะแต่เพียงผู้เดียว ทำให้มีราคาค่อนข้างสูงมากเช่นกัน คนไข้จึงจำเป็นต้องพิจารณาในข้อนี้พอสมควร
  2. การจัดฟันแบบดามอน คือการจัดฟันอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นเพียงแบล็กเก็ตเปิดปิดและเส้นลวดเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงความสวยงามแบบยางสีสัน ซึ่งสิ่งนี้อาจลดความสนุกต่อการเลือกสียางในแต่ละเดือนลง
  3. การจัดฟันแบบดามอนจำเป็นต้องใช้ยาง Elastic เพื่อลดการถอนฟันโดยไม่จำเป็น ซึ่งการใช้ยางประเภทนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกวัน และบ่อยๆ จึงจำเป็นต้องใส่ใจกับความสะอาดที่มากขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจมีผลกับบานปิดเปิดของแบล็คเก็ตทำให้เปิดยากขึ้น
  4. การจัดฟันแบบดามอน แม้จะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนไข้ แต่สถานทันตกรรมที่ให้บริการ การจัดฟันแบบ Damon System ยังไม่แพร่หลาย อีกทั้งการใช้เครื่องมือและวิธีการรักษาค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งทันตแพทย์ต้องศึกษาอย่างดีและต้องมีความชำนาญสูง จึงทำให้ทันตแพทย์ที่จัดฟันด้วยระบบนี้ยังคมีไม่มากนัก
การทำความสะอาดช่องปากเด็กทุกวัย
การจะมีรอยยิ้มที่สวยพิมพ์ใจ เรื่องของฟันก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่จะให้ฟันเรียงตัวสวยดั่งเม็ดข้าวโพดนั้น ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ
ดังนั้น การจัดฟันจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณๆ ยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่ง
ฟันยื่น ฟันห่าง ฟันซ้อนเก ขากรรไกรที่ขนาดหรือตำแหน่งผิดปกติ เป็นลักษณะที่พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายคนรู้สึกเคยชินกับสภาพที่ปรากฏ น้อยคนจะทราบว่า ความผิดปกติเหล่านั้นเป็นสาเหตุของปัญหาการบดเคี้ยว การพูด การออกเสียง สร้างความยากลำบากในการดูแลรักษาความสะอาดซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม เช่น ก่อให้เกิดโรคฟันผุ เหงือกอักเสบ ต้องสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควรทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ ปัญหากลิ่นปาก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือปัญหาด้านบุคลิกภาพ เราคงไม่ต้องสงสัยว่าการมีบุคลิกภาพหน้าตาที่ดี มีฟันเรียงเรียบ มีรอยยิ้มที่สวยงามช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราและสร้างควมาประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้มากเพียงใด
ทุกวันนี้ หลายคนอาจมองว่าการจัดฟันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งจนมีคำเรียกกันว่า "œจัดฟันแฟชั่น" แต่แท้จริงแล้ว การจัดฟันเป็นสาขาหนึ่งของการรักษาทางทันตกรรมที่แก้ไขการเรียงตัวของฟัน การสบฟันหรือรวมไปถึงขนาดและตำแหน่งของขากรรไกรด้วย นอกจากการจัดฟันจะเป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว การจัดฟันยังเป็นการป้องกันความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ป่วยไม่ได้รับการแก้ไขแต่เนิ่นๆ อีกด้วย
โดยทั่วไปแล้วหากคุณหรือบุตรหลานได้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ ทันตแพทย์ที่ดูแลจะสามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณควรจะต้องพบทันตแพทย์จัดฟัน (Orthodontists) หรือไม่ ลักษณะความผิดปกติที่พบจะมีได้ในหลายๆ ระดับ บางอย่างต้องรีบแก้ไขตั้งแต่ยังเด็กๆ 5-6 ปี หรือ 8-9 ปี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกใบหน้า ทำให้รูปหน้าบิดเบี้ยวได้ ลักษณะบางอย่างที่ผู้ปกครองเป็นกังวล เช่น ฟันซ้อนเก ฟันบิด ฟันห่างในเด็กเล็กๆ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเลย เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติขณะที่มีการเปลี่ยนของฟันจากชุดฟันน้ำนมเป็นชุดฟันแท้ และธรรมชาติเองนั่นแหละที่สามารถแก้ไขตัวมันเองได้ เพียงแต่ผู้ปกครองและเด็กได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องเท่านั้น บางกรณีที่มีความผิดปกติของขนาดขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้องอาจต้องรอจนหมดการเจริญเติบโตประมาณอายุ 18-20 ปี ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนแล้วจึงแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
ปกติฟันน้ำนมซี่สุดท้ายจะหลุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะจัดฟันหากไม่มีปัญหาของกระดูกขากรรไกรเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากฟันแท้ขึ้นครบแล้ว (ไม่รวมฟันกรามแท้ซี่ที่ 3 ซึ่งมักถูกเรียกผิดๆว่า ฟันคุด) และเด็กวัยนี้มีทักษะการแปรงฟันที่ดีพอที่จะรักษาความสะอาดของช่องปากขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ในปากได้ หลายคนสงสัยว่า แล้วผู้ใหญ่จะจัดฟันได้ไหม อายุเท่าไหร่ถึงจะจัดไม่ได้ จริงๆ แล้วอายุมากแล้วก็สามารถจัดฟันได้ถ้ามีสุขภาพฟัน เหงือก และกระดูก รองรับฟันที่แข็งแรงพอ แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนของฟันจะช้ากว่าในเด็กและมีโอกาสเกิดเหงือกร่น มากกว่าด้วย
ส่วนมากการจัดฟันใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหาและความร่วมมือของผู้ป่วย เช่น การดูแลรักษาความสะอาดเครื่องมือจัดฟัน ไม่ทำเครื่องมือหลุด ใช้ยางอีลาสติก ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ใช่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นการรักษาเพื่อแก้ไขความผิดปกติ ดังนั้นในผู้ที่ฟันไม่มีปัญหาใดๆ ก็ไม่ควรจัดฟันเพราะ การมีเครื่องมือติดอยู่ที่ฟันทำให้แปรงฟันไม่สะดวก หากรักษาความสะอาดไม่ดี ฟันก็จะผุ เหงือกก็จะอักเสบ และทันทีที่ติดเครื่องมือที่ตัวฟัน ฟันจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปทำให้การบดเคี้ยวจากเดิมที่ไม่มีปัญหา ก็เกิดมีปัญหาขึ้นมาได้เช่นกัน
Article by Nan
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info
การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
ในกรณีที่ขากรรไกรมีขนาดหรือตำแหน่งที่ผิดปกติมาก ทำให้สบฟันไม่เข้าที่และมีรูปหน้าไม่สมส่วน หรือมีใบหน้าเบี้ยวไม่เท่ากัน การจัดฟันแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือแก้ไขได้ไม่สมบูรณ์ ทันตแพทย์จึงอาจแนะนำให้แก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร (orthognatic surgery) ซึ่งแผนการผ่าตัดขากรรไกรนี้ ทันตแพทย์จัดฟัน และศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะวางแผนร่วมกันก่อนการผ่าตัด
ขั้นตอนในการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกรแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก คือ
1. การจัดฟันก่อนการผ่าตัด ซึ่งอาจใช้เวลานานได้ถึง 1-2 ปี แล้วแต่ความผิดปกติที่มีอยู่ ระยะนี้ทันตแพทย์จัดฟันจะทำการแก้ไขฟันซ้อนเก และปรับแนวแกนของฟันก่อนการผ่าตัด
2. ขั้นตอนการผ่าตัดขากรรไกร นอกจากนี้จะต้องมีการพักฟื้นหลังผ่าตัด ซี่งผู้ป่วยอาจต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-3 วัน และพักต่อที่บ้านอีกประมาณ 2-4 สัปดาห์
3. การจัดฟันหลังการผ่าตัด เพื่อปรับให้การสบฟันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
การผ่าตัดขากรรไกรนี้อาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น การชาที่ริมฝีปากและบริเวณคาง เนื่องจากมีการกระทบกระเทือนเส้นประสาทในบริเวณที่ผ่าตัด หรืออาจทำให้ฟันตาย ถ้าแนวการผ่าอยู่ใกล้กับฟันมาก และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกิดจากการผ่าตัดและการดมยาสลบร่วมด้วย อีกทั้งการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงอีกด้วยครับ โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็มาจาก การที่การจัดฟันมีความซับซ้อนมากขึ้น บวกกับค่าใช้จ่ายที่มาจากส่วนของการผ่าตัด และการที่จะต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล เป็นต้นครับ
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากผู้ป่วยไม่อยากผ่าตัด ทันตแพทย์จัดฟันก็จะต้องวิเคราะห์ดูว่า จะมีทางเลือกในการจัดฟันโดยไม่ผ่าตัดได้บ้างหรือไม่ ซึ่งแม้ในกรณีที่อาจจะทำได้ก็อาจทำให้ผลการรักษาออกมาไม่สมบูรณ์ หรือไม่สวยงาม ซึ่งถ้าในกรณีที่มีความผิดปกติมากจริง ๆ และการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น ถ้าหากผู้ป่วยไม่อยากผ่าตัดแล้ว ก็ไม่ควรจะทำอะไรเลยครับ
อยากจัดฟันเพื่อปรับรูปหน้าให้หน้าเรียว คางแหลมแบบสาวเกาหลี แท้จริงแล้วทำได้หรือไม่??
หลาย ๆ ท่านอาจเข้าใจว่าการจัดฟันแต่เพียงอย่างเดียวจะสามารถแก้ไขรูปหน้าให้ดูยาวเรียวคางแหลมแบบสาวเกาหลีได้ แต่แท้จริงแล้ว การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปหน้าได้อย่างชัดเจนนั้น อาจจะต้องอาศัยการผ่าตัดกระดูกขากรรไกร เพื่อปรับตำแหน่งและ/หรือเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างขากรรไกรบนและขากรรไกรล่างร่วมด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของการสบฟัน และความสัมพันธ์ของโครงสร้างของกระดูกขากรรไกรก่อนการรักษาครับ
ทั้งนี้ การผ่าตัดเพื่อแก้ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรนั้น อาจ